
ขับรถเที่ยวลาว 4 วัน 3 คืน จากหนองคายสู่เวียงจันทน์ เมืองเฟือง และวังเวียง…ทริปที่ทำให้เราหลงรักลาวมากกว่าที่เคย
บางประเทศทำให้เราอยากเที่ยวให้ครบ แต่ลาวกลับทำให้เราอยากใช้เวลาให้นานขึ้น ร่วมออกเดินทาง 4 วัน 3 คืน ขับรถเที่ยวเองแบบสโลว์ไลฟ์ เก็บทุกความประทับใจตั้งแต่เวียงจันทน์ถึงวังเวียง
สารบัญ
- ประตูชัย
- ตลาดสีหอม
- โรงแรมAli Grand Hotel
- ตลาดเช้าเวียงจันทน์
- พระธาตุหลวง
- เรือนแพนาลี เมืองเฟือง
- เช้าที่แสนสงบ กับภาพที่หาดูได้ยาก
- โรงแรม Saimon Riverside
- ถ้ำจัง
- จุดชมวิวผาหนามไซ
- Oh La La Restaurant-Bar
- กฎการข้ามด่านหนองคายเข้าประเทศลาว (กรณีขับรถยนต์ส่วนตัว)
จุดเริ่มต้นของการเดินทาง
ทุกครั้งที่อยากเที่ยวต่างประเทศ หลายคนอาจนึกถึงการจองตั๋วเครื่องบิน แต่ทริปนี้เราเลือกวิธีที่ต่างออกไป นั่นคือ “ขับรถจากประเทศไทยเข้าลาวด้วยตัวเอง” จุดเริ่มต้นอยู่ที่จังหวัดหนองคาย จังหวัดชายแดนที่เชื่อมต่อกับนครหลวงเวียงจันทน์ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 เพียงไม่กี่สิบนาที เราก็กำลังจะก้าวเข้าสู่อีกประเทศหนึ่งแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นทั้งตื่นเต้นและแอบกังวล เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราจะนำรถเข้าไปขับเองในต่างประเทศค่ะเพื่อนๆ

Credit:Chill Chill Trip
หลังจากผ่านด่านเข้ามาแล้ว (อธิบายการเข้าเมืองไว้ที่ท้ายบทความนะ) ซึ่งกว่าจะปั๊มผ่านฝั่งไทยและลาวก็ใช้เวลาราวสองชั่วโมง ไม่ใช่คนเยอะนะเพื่อนๆ แต่มันต้องไปจุดนั้นจุดนี้เยอะและอากาศก็ร้อนมากๆ มาขับรถที่ลาวกันต่อ ฟีลแบบเข้าอยุธยาเลย

Credit:Chill Chill Trip
หลังจากผ่านด่านแล้ว สิ่งที่สังเกตได้ทันทีคือ ผู้ใช้รถใช้ถนนในลาวขับรถค่อนข้างสุภาพ ไม่เร่งรีบ ไม่ค่อยบีบแตร และให้ทางกันอยู่เสมอ ทำให้การขับรถเที่ยวด้วยตัวเองรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่จินตนาการไว้มาก อ่านป้ายต่างๆไปเพลินมากๆ เพื่อนๆรู้ไหมว่าป้ายนี้คือร้านอะไรเอ่ย

Credit:Chill Chill Trip
สถานที่ราชการก็มีตัวคาแรกเตอร์มาอยู่ด้วย ฮ่าๆ น่ารัก รถมอเตอร์ไซด์ก็มีนะ แต่ไม่ขับเร็วมาก ส่วนการจอดรถก็ดูเส้นขาวดำ ขาวแดง แบบกฏจราจรสากลเลย ที่นี่มีป้ายห้ามเลี้ยวเยอะนะ ห้ามๆๆๆ ขับตามกูเกิ้ลอย่างเดียวนะเพราะมันจะพาเราโดนตำรวจเรียก ส่วนค่าปรับฝ่าฝืนป้าย ก็ราวๆ เกือบสามแสนกีบ หรือ สามร้อยกว่าบาทเลยล่ะ ตามจุดท่องเที่ยวในเมืองที่อยากไป ก่อนเดินทางไปเที่ยวที่ไหนๆ ให้หาข้อมูลล่วงหน้านะ

Credit:Chill Chill Trip
ประตูชัย สัญลักษณ์แห่งนครหลวงเวียงจันทน์
หากมาเยือนเวียงจันทน์แล้วไม่ได้แวะที่นี่ ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองหลวงของลาว ประตูชัยสร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2500-2511 เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้เสียสละในการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศ รูปทรงได้รับแรงบันดาลใจจากประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่เพิ่มลวดลายศิลปะล้านช้างและความอ่อนช้อยแบบลาวเข้าไป จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Credit:Chill Chill Trip
มุมนี้…ถ่ายยังไงก็สวย ด้านหน้าประตูชัยมีน้ำพุขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่โดยรอบดูโปร่งและสวยงาม ยิ่งช่วงเย็นที่แดดเริ่มอ่อน นักท่องเที่ยวและคนลาวต่างพากันออกมาเดินเล่น ถ่ายรูป และนั่งพักผ่อนกันอย่างสบาย ๆ เราเองก็ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานกว่าที่คิด เพราะถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมด ถ้าเพื่อนๆเดินทางในเวียงจันท์ รับรองว่าผ่านจุดนี้บ่อยเลยเพราะนี่คือจุดศูนย์กลาง จอดรถก็ง่าย

Credit:Chill Chill Trip
ตลาดสีหอม
ตลาดสีหอม…สีสันยามค่ำคืนของเวียงจันทน์ที่เดินเพลินกว่าที่คิด หลังจากใช้เวลาช่วงบ่ายเดินเที่ยวประตูชัยจนเริ่มเหนื่อย เราตัดสินใจกลับไปพักที่โรงแรมสักครู่ รอให้อากาศเย็นลงก่อนออกมาเดินเล่นในเมืองอีกครั้ง เพราะคนลาวเองก็นิยมออกมาใช้ชีวิตในช่วงเย็นมากกว่าตอนกลางวัน จุดหมายของค่ำคืนนี้คือ ตลาดสีหอม ตลาดกลางคืนชื่อดังใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ที่เป็นทั้งแหล่งรวมของกิน ร้านค้า และสถานที่ที่คนท้องถิ่นออกมาเดินเล่นหลังเลิกงาน

Credit:Chill Chill Trip
ทันทีที่เดินเข้าสู่ตลาด กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาต้อนรับ ทั้งกลิ่นเนื้อย่าง ไก่ย่าง ข้าวจี่ และอาหารพื้นเมืองหลายอย่างที่กำลังย่างบนเตาถ่าน เสียงแม่ค้าเรียกลูกค้าเบา ๆ สลับกับเสียงหัวเราะของผู้คน ทำให้ตลาดแห่งนี้มีชีวิตชีวา แต่ก็ไม่ได้วุ่นวายหรือแออัดจนเดินไม่สะดวก

Credit:Chill Chill Trip
สิ่งที่เราชอบคือ ตลาดสีหอมไม่ได้เป็นตลาดที่สร้างขึ้นเพื่อนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตลาดที่คนลาวมาใช้ชีวิตจริง ๆ จะเห็นครอบครัวพาเด็ก ๆ มาเดินเล่น กลุ่มวัยรุ่นนั่งกินอาหารด้วยกัน หรือพนักงานออฟฟิศแวะซื้อกับข้าวกลับบ้าน ภาพเหล่านี้ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในเวียงจันทน์มากกว่าการเดินเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

Credit:Chill Chill Trip
เราเลือกซื้อของกินหลายอย่างมาลองชิม ทั้งผลไม้สด น้ำผลไม้ปั่น และของปิ้งย่าง ก่อนจะหาที่นั่งกินแบบสบาย ๆ ระหว่างมองผู้คนเดินผ่านไปมา แม้จะไม่ได้เป็นมื้ออาหารหรู แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เพราะได้สัมผัสบรรยากาศของเมืองผ่านวิถีชีวิตของคนในพื้นที่จริง ๆ

Credit:Chill Chill Trip
ตลาดสีหอม
| Map | ตลาดสีหอม |
โรงแรม Ali Grand Hotel
คืนแรกของการเดินทาง เราเลือกพักที่ Ali Grand Hotel โรงแรมที่ตั้งอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ด้วยทำเลที่เดินทางสะดวก สามารถขับรถไปยังพระธาตุหลวง ประตูชัย และตลาดสีหอมได้ไม่ไกล จึงเหมาะมากสำหรับคนที่ขับรถเที่ยวเองและอยากใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ เมื่อมาถึงโรงแรม สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือความใหม่ของอาคาร ทุกอย่างดูสะอาดและเป็นระเบียบ ตั้งแต่ล็อบบี้ไปจนถึงทางเดิน พนักงานต้อนรับยิ้มแย้มและเช็กอินให้รวดเร็ว ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาหลังจากขับรถมาทั้งวัน และตอนเย็นๆ เดินเล่นริมโขงได้ด้วยนะ

Credit:Chill Chill Trip
สิ่งที่เราชอบคือบรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบ ไม่พลุกพล่าน แม้จะอยู่ในเมืองหลวง ทำให้พักผ่อนได้เต็มที่ หลังจากออกไปเดินเที่ยวทั้งวัน กลับมานอนบนเตียงนุ่ม ๆ ก็แทบไม่อยากลุกเลย ทุกอย่างดูสะอาดและเป็นระเบียบ ตั้งแต่ล็อบบี้ไปจนถึงทางเดิน พนักงานต้อนรับยิ้มแย้มและเช็กอินให้รวดเร็ว ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาหลังจากขับรถมาทั้งวัน

Credit:Chill Chill Trip
ห้องพักมีขนาดกว้างกว่าที่คิด เตียงนอนนุ่ม หลับสบาย ห้องน้ำแยกเป็นสัดส่วน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งเครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น กาต้มน้ำ และอินเทอร์เน็ตไร้สาย เหมาะสำหรับการพักผ่อนก่อนเริ่มเที่ยวในวันถัดไป โรงแรมยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และสปาไว้บริการภายในอาคารอีกด้วย

Credit:Chill Chill Trip
โรงแรม Ali Grand Hotel
| Map | โรงแรม Ali Grand Hotel |
ตลาดเช้าเวียงจันทน์
ตลาดเช้าเวียงจันทน์…เดินเพลินจนลืมเวลา สัมผัสวิถีชีวิตที่แท้จริงของชาวลาว เช้าวันที่สองของการเดินทาง เราตั้งใจตื่นให้เช้ากว่าปกติ เพราะมีสถานที่หนึ่งที่หลายคนแนะนำว่า ถ้าอยากเห็นวิถีชีวิตของคนลาวจริง ๆ ต้องมาที่ ตลาดเช้าเวียงจันทน์ หรือ Talat Sao ตลาดที่เป็นทั้งศูนย์รวมของคนท้องถิ่น พ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบดั้งเดิม

Credit:Chill Chill Trip
ถนนเช้าของลาวก็ยังมีความเรียบร้อยและขับง่าย แต่สัญลักษณ์จราจรบนถนนจะงงนิดๆนะ เราจะไม่รู้ว่าควรอยู่เลนไหน แต่เอาเป็นว่ามองทิศทางปลายทางไปโลด ฮ่าๆ เดี๋ยวถึงเอง

Credit:Chill Chill Trip
มาถึงแล้วววว หาที่จอดรถแล้วก็ไปกันเล้ย หลายคนอาจคิดว่าตลาดเช้าเป็นเพียงตลาดสดธรรมดา แต่เมื่อได้เดินเข้าไปกลับรู้สึกเหมือนกำลังเปิดประตูสู่โลกอีกใบ โลกที่ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการซื้อผัก ซื้อปลา และเลือกวัตถุดิบสำหรับมื้ออาหารของครอบครัว

Credit:Chill Chill Trip
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในตลาด กลิ่นหอมของข้าวเหนียวที่กำลังนึ่งใหม่ ๆ ก็ลอยมาตามลม เป็นกลิ่นที่ชวนให้หิวตั้งแต่เช้า คนลาวนิยมรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักแทบทุกมื้อ และเมื่อได้ลองชิม เราก็เข้าใจทันทีว่าทำไม ข้าวเหนียวที่นี่เมล็ดค่อนข้างสั้น สีขาวนวล เมื่อสุกแล้วมีความนุ่ม เหนียวกำลังดี และมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ กินเปล่า ๆ ก็อร่อย หรือจะกินคู่กับลาบ แจ่ว และอาหารปิ้งย่างก็เข้ากันอย่างลงตัว

Credit:Chill Chill Trip
เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ แต่ละโซนของตลาดมีเรื่องราวให้ค้นหาไม่เหมือนกัน ฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยผักพื้นบ้านที่หลายชนิดไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งผักริมลำธาร สมุนไพรป่า เห็ดนานาชนิด และผักพื้นเมืองที่ชาวลาวนำมาวางขายสด ๆ จากสวน บางร้านมีแม่ค้านั่งเด็ดผักไป คุยกับลูกค้าไปอย่างอารมณ์ดี ทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเองมาก

Credit:Chill Chill Trip
สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือ ตลาดแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อนักท่องเที่ยว แต่เป็นตลาดที่คนลาวมาใช้ชีวิตจริง ๆ เราเห็นคุณตาคุณยายมาหาซื้อของสด พ่อค้าแม่ค้าทักทายกันด้วยรอยยิ้ม เด็ก ๆ เดินตามพ่อแม่มาซื้ออาหารเช้า เป็นภาพธรรมดาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์

Credit:Chill Chill Trip
เดินไปเดินมา หลายครั้งเรารู้สึกว่าบรรยากาศคล้ายตลาดเช้าในภาคอีสานของไทย ทั้งสำเนียงภาษา อาหาร และวิถีชีวิต หลายคำที่ได้ยินฟังคุ้นหูจนเผลอยิ้มออกมา ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับลาวทำให้เราแทบไม่รู้สึกว่ากำลังอยู่ต่างประเทศ หากใครมีเวลาในเวียงจันทน์สักหนึ่งเช้า เราอยากแนะนำให้ลองตื่นเช้าสักวัน แล้วมาเดินตลาดแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อซื้อของหรือชิมอาหาร แต่เพื่อมองเห็นจังหวะชีวิตของชาวลาวที่เรียบง่าย อบอุ่น และยังคงมีเสน่ห์ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความทรงจำเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเริ่มต้นวันที่สองของการเดินทางด้วยความสุขอย่างแท้จริง

Credit:Chill Chill Trip
ตลาดเช้าเวียงจันทน์
| Map | ตลาดเช้าเวียงจันทน์ |
พระธาตุหลวง
พระธาตุหลวง…ศูนย์รวมศรัทธาที่งดงามจนต้องหยุดมอง จอดรถแล้ว ยอดพระธาตุสีทองก็เริ่มปรากฏเป็นภาพที่สวยสะดุดตาจนรู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่ยังไม่ถึง เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือองค์พระธาตุสีทองอร่ามตั้งเด่นอยู่กลางลานกว้าง แสงแดดยามบ่ายสะท้อนกับองค์พระธาตุจนเป็นประกาย สีทองที่เห็นในรูปว่าสวยแล้ว แต่ของจริงกลับงดงามกว่ามาก จนเราต้องหยุดยืนมองอยู่พักใหญ่

Credit:Chill Chill Trip
บริเวณโดยรอบเงียบสงบกว่าที่คิด แม้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเรื่อย ๆ แต่พื้นที่กว้างมาก ทำให้ไม่รู้สึกแออัดเลย ผู้คนส่วนใหญ่เดินกันอย่างสำรวม บางคนถือดอกไม้ ธูป และเทียนมาสักการะ บางครอบครัวพาลูกหลานมากราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและความศรัทธา

Credit:Chill Chill Trip
พระธาตุหลวงแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อกว่า 450 ปีก่อน หลังจากพระองค์ย้ายราชธานีมายังเวียงจันทน์ และทรงโปรดให้สร้างพระธาตุแห่งนี้ขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ปัจจุบันจึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลาว และยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศจนถูกนำไปใช้บนตราแผ่นดินและธนบัตรลาว

Credit:Chill Chill Trip
เราเดินเวียนรอบองค์พระธาตุอย่างช้า ๆ สังเกตรายละเอียดของสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นลวดลายปูนปั้นที่ประณีต และยอดพระธาตุทรงดอกบัวที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสง่างาม ทุกมุมดูเรียบง่าย แต่กลับมีเสน่ห์จนมองได้ไม่มีเบื่อ สิ่งที่เราชอบมากคือความสะอาดของสถานที่ สนามหญ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ลมพัดเย็นสบาย ทำให้เราใช้เวลาเดินเล่น ถ่ายรูป และนั่งพักอยู่ที่นี่นานกว่าที่ตั้งใจไว้ ระหว่างนั่งพัก เรามองเห็นชาวลาวหลายคนเดินเข้ามากราบไหว้ด้วยสีหน้าสงบ บางคนเพียงยืนพนมมือเงียบ ๆ แล้วเดินจากไป ภาพเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกได้ว่า พระธาตุหลวงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นสถานที่ที่มีความหมายกับผู้คนจริง ๆ

Credit:Chill Chill Trip
พระธาตุหลวง
| Map | พระธาตุหลวง |
เรือนแพนาลี เมืองเฟือง
ค่ำคืนนี้…เราจะนอนบนแพกลางธรรมชาติที่เมืองเฟือง หลังจากขับรถออกจากเวียงจันทน์และใช้ทางด่วนสายใหม่ การเดินทางก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองใหญ่เข้าสู่ชนบท ซึ่งทางด่วนลาวในตอนนี้ยังเป็นแบบเส้นทางเดียวเข้าใจง่ายๆ รถมาจากไทยก็เข้าช่องที่มีไฟสีเขียวเลยจ้า เน้นการจ่ายเงินสด

ขึ้นทางด่วน ตรงด่านเราจะต้องกดปุ่มที่เครื่อง จะได้บัตรทางด่วนมา เตรียมเงินไว้ ลงทางด่วนที่ไหนก็จ่ายกับเจ้าหน้าที่ที่นั่นเลย ถามว่ารู้ไหมว่ากี่กีบ ฮ่าๆ ไม่รู้ เลยเตรียมไว้ 2 แสนกีบโลด อยู่ภายในนี้แหล่ะ ตอนเราจ่าย เราจะงงกับเงินมันจะช้า เราเลยใช้วิธีกำเงินให้เจ้าหน้าที่เลย เดี๋ยวเขาทอนมาเอง ฮา

Credit:Chill Chill Trip
ที่น่าสนุกคือ ป้ายต่างๆบนถนน แต่อย่าไปคาดหวังกับจุดพักรถนะ บางทีก็มีแต่ป้าย บางทีก็มีแบบใหญ่ๆ ซึ่งขาเข้าเมืองจะมีจุดพักรถใหญ่จ้า ทางด่วนรถก็ยังน้อย ขับสบายๆ

Credit:Chill Chill Trip
อย่าว่างั้นงี้เด้อ บนทางด่วนของลาวมีอุโมงค์ด้วย ฮ่าๆ ข้อแนะนำคือ ถ้าเข้าทางด่วนต้องเปิดไฟด้านหน้ารถด้วยนะ

Credit:Chill Chill Trip
ลงทางด่วนแล้วก็เข้าสู่ถนนธรรมดา สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนา หมู่บ้านเล็ก ๆ และภูเขาหินปูนที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ยิ่งเข้าใกล้เมืองเฟือง อากาศก็ยิ่งสดชื่น ถนนเงียบ มีรถวิ่งไม่มาก ต่างจากเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องห่วงเรื่องของกิน มีตลอดทาง

Credit:Chill Chill Trip
เมืองเฟืองเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นชื่อ แต่สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ ความสงบ และอยากสัมผัสวิถีชีวิตของชาวลาวแบบใกล้ชิด เมืองนี้มีเสน่ห์มากกว่าที่คิด หลายคนเรียกที่นี่ว่า “วังเวียงเมื่อหลายสิบปีก่อน” เพราะยังคงความเรียบง่ายเอาไว้ได้อย่างดี เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ที่พัก เรือนแพนาลี สิ่งแรกที่เห็นคือแม่น้ำที่ไหลเอื่อยอยู่เบื้องหน้า มีแนวภูเขาสีเขียวเป็นฉากหลัง และแพไม้ที่ทอดตัวอยู่เหนือน้ำ บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านต้นไม้กับเสียงน้ำกระทบแพเบา ๆ

Credit:Chill Chill Trip
พนักงานที่นี่ต้อนรับเราอย่างเป็นกันเอง แม้จะไม่ได้พูดไทยทุกคน แต่สื่อสารกันได้สบาย หลายคนเข้าใจภาษาไทย เพราะรายการโทรทัศน์และสื่อจากฝั่งไทยเป็นสิ่งที่ชาวลาวคุ้นเคยอยู่แล้ว ทำให้การเช็กอินเป็นไปอย่างราบรื่น

Credit:Chill Chill Trip
ห้องน้ำก็เหมือนโรงแรมในไทยเลย มีกดน้ำ มีสายฉีดน้ำ สำหรับคนที่กังวลเรื่องห้องน้ำในลาว บอกได้เลยว่า สบายใจหายห่วงจ้า ในโรงแรมตู้เย็นด้วย

Credit:Chill Chill Trip
เพื่อนๆที่ไม่แน่ใจว่าปลั๊กไฟของลาวเป็นแบบไหน เป็นแบบบ้านเราเลยจ้า เอาสายไอโฟนมาชาร์จได้นะ เวลาเรามาเที่ยวที่แพเมืองเฟือง เราเอาลำโพงเล็กๆมาด้วยนะ เพิ่มบรรยากาศมันส์ๆ

Credit:Chill Chill Trip
จริงๆแล้วที่นี่มีบรรยากาศที่ดีมากๆนะ ด้านหลังเป็นเขาปูนสวยๆ แพที่ทอดยาวไปก็ให้ฟีลแห่งการพักผ่อนดีมากๆเลย

Credit:Chill Chill Trip
ด้านบนมีมุมให้ขึ้นไปนั่งเล่น นั่งกินแล้วก็ถ่ายรูปเล่นกัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงค่ำก็สนุกๆ แถมใครที่ชอบเล่นซิปไลน์ มาลองเล่นได้นะ เราว่าดีมากๆเลย

Credit:Chill Chill Trip
ช่วงเย็นเป็นเวลาที่บรรยากาศสวยที่สุดของวัน แสงแดดอ่อน ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีทองเป็นสีส้ม ก่อนจะสะท้อนลงบนผิวน้ำเป็นประกาย ระหว่างที่ทุกคนกำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป พนักงานก็เริ่มเตรียมชุดหมูกระทะสำหรับมื้อค่ำ หมูกระทะที่นี่อาจไม่ใช่ร้านดังหรือมีวัตถุดิบหรูหรา แต่สิ่งที่ทำให้มื้อนี้พิเศษคือบรรยากาศ ได้นั่งกินอาหารร้อน ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย มองเห็นภูเขาอยู่ตรงหน้า ได้ยินเสียงเรือของชาวบ้านแล่นผ่านเป็นครั้งคราว เป็นมื้อเย็นที่เรียบง่าย แต่กลับเป็นหนึ่งในมื้อที่เราจดจำได้ดีที่สุดของทริป

Credit:Chill Chill Trip
หลังอาหาร เราเดินออกมาที่ระเบียงแพอีกครั้ง ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท ไม่มีแสงไฟจากเมืองใหญ่ให้รบกวน ดวงดาวค่อย ๆ ปรากฏเต็มท้องฟ้า แต่เสียงเพลงสนุกๆยังดังแว่วๆอยู่ตามห้องเป็นระยะๆ คือมันผ่อนคลายและปลดปล่อยมาก เป็นค่ำคืนที่ทำให้เรารู้สึกว่า การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้ คือเหตุผลสำคัญที่เลือกเดินทางมาลาว

Credit:Chill Chill Trip
เช้าที่แสนสงบ กับภาพที่หาดูได้ยาก
เสียงแรกที่ปลุกเราในเช้าวันใหม่ ไม่ใช่นาฬิกาปลุก แต่เป็นเสียงเรือที่ค่อย ๆ แล่นมาตามสายน้ำ เมื่อเปิดม่านออกไป ก็เห็นพระสงฆ์พายเรือบิณฑบาตอย่างสงบอยู่กลางแม่น้ำ เป็นภาพที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยศรัทธา จนเรารีบลุกขึ้นเตรียมตัวลงไปตักบาตร ชุดตักบาตรคือสั่งไว้และจ่ายเงินแล้วตั้งแต่กลางคืน ตอนเช้ามาเค้าวางไว้แล้ว

Credit:Chill Chill Trip
ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้ใส่บาตรริมแพ ท่ามกลางสายหมอกบาง ๆ และอากาศเย็นสดชื่น เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่เราเชื่อว่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน

Credit:Chill Chill Trip
ตักบาตรเสร็จแล้ว หลวงพ่อกับเณรน้อยก็รีบจ้ำอ้าวพายเรือทวนกระแสน้ำกลับวัดเลยจ้า ท่านบอกว่าวัดอยู่แถวนี้แหล่ะ

Credit:Chill Chill Trip
เสน่ห์ของการเดินทางในลาวสำหรับเราคือวิถีชีวิตที่เรียบง่ายสแดงความเป็นท้องถิ่นได้อย่างลงตัว เราชอบบรรยากาศการช่วยทำนาหรือลงแขกแบบนี้มาก ยืนดูอยู่นาน ฮ่าๆ

Credit:Chill Chill Trip
ระหว่างทางเราก็จะได้แวะนั่นนี่ตลอดทาง ไม่ต้องกลัวว่าจะหิวเลยจ้า ขนาดกินข้าวมาจากโรงแรมแล้ว เจอข้าวโพดข้าวเหนียวต้มสุกระหว่างทางยังต้องจอดแวะเล้ย ซื้อไปเลยสิบถุง

Credit:Chill Chill Trip
เพื่อนๆที่ชอบของตากแห้ง น้ำพริกแจ่วบองต่างๆ ขาออกมาจากหมู่บ้านก็มีวางขาย แวะเข้ามาชมได้นะ บางคนก็ซื้อกลับไทยด้วย เพราะด่านชายแดนแบบนี้ เราซื้อของกินกลับได้นะ ยกเว้นพวกเครื่องดื่มบางอย่าง จะมีกำหนดจำนวนของต่อหนึ่งคน

Credit:Chill Chill Trip
บรรยากาศของวังเวียง ก็จะเหมือนต่างอำเภอเลยจ้า เวลาจอดรถกินข้าวที่ร้านอาหาร หรือ ซื้อของก็จะอาศัยจอดตามฟุตบาทที่พอจะจอดได้ และที่สำคัญ อย่างลืมดูป้ายจราจรดีๆ เพราะทางวันเวย์เยอะมากๆ

Credit:Chill Chill Trip
เรือนแพนาลี เมืองเฟือง
| Map | เรือนแพนาลี เมืองเฟือง |
Simon Riverside Hotel
ที่พักคืนนี้คือ โรงแรม Simon Riverside Hotel โรงแรมตั้งอยู่ริม แม่น้ำซอง (Nam Song River) ในทำเลที่ค่อนข้างเงียบสงบ แต่ก็ยังอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองวังเวียง สามารถเดินทางไปตลาดกลางคืน ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้สะดวก เหมาะสำหรับคนที่อยากพักผ่อน แต่ไม่อยากอยู่กลางย่านที่คึกคักจนเกินไป

Credit:Chill Chill Trip
ห้องพักมีขนาดค่อนข้างกว้าง เตียงนอนนุ่ม เครื่องปรับอากาศเย็นสบาย มีตู้เย็น กาต้มน้ำ เครื่องเป่าผม และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบครัน ระเบียงส่วนตัวถือเป็นอีกจุดเด่น เพราะสามารถนั่งจิบกาแฟยามเช้าหรือชมพระอาทิตย์ตกได้จากหน้าห้องเลย หลายห้องสามารถมองเห็นทั้งแม่น้ำ ภูเขา และบอลลูนลมร้อนที่ลอยขึ้นในช่วงเช้าและเย็นได้อย่างสวยงาม

Credit:Chill Chill Trip
อีกมุมที่หลายคนชอบคือ สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบ รายล้อมด้วยต้นไม้และวิวภูเขา หากมีเวลาช่วงบ่าย แนะนำให้ลงเล่นน้ำหรือจะนั่งอ่านหนังสือริมสระก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายมาก แขกหลายคนยังชื่นชมว่าสระว่ายน้ำสะอาดและเป็นอีกหนึ่งจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยของโรงแรม

Credit:Chill Chill Trip
จุดเด่นของที่นี่คือมีเคาน์เตอร์ทัวร์ จองกิจกรรมต่างๆได้ โดยโรงแรมสามารถดีลกับบริษัททัวร์ในพื้นที่ให้จัดหารถมารับส่งถึงโรงแรมได้ด้วย สะดวกมากๆ สามารถจ่ายเงินได้ทั้งเงินกีบและเงินบาท แนะนำว่า เตรียมเงินสดไปลาวให้เผื่อด้วยนะ เพราะกิจกรรมเพียบเลย หรือ สแกนจ่ายก็ได้แต่จะมีเรทต่างหาก

Credit:Chill Chill Trip
มีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางมาลาว นั่นคือ การนั่งเรือหางยาวล่องแม่น้ำซอง กิจกรรมยอดฮิตที่ใครมาวังเวียงก็มักจะไม่พลาด เพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการชมธรรมชาติของเมืองแห่งนี้จากอีกมุมหนึ่ง

Credit:Chill Chill Trip
ความพิเศษของทริปเราคือ จุดขึ้นเรืออยู่ห่างจากโรงแรมเพียงไม่กี่ก้าว เราเดินลงไปที่ท่าน้ำด้านล่างของที่พัก ก็มีเรือจอดรออยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาขับรถหรือเรียกรถไปยังท่าเรืออื่น สะดวกมากๆ

Credit:Chill Chill Trip
เมื่อเห็นเรือครั้งแรก เราแอบยิ้ม เพราะไม่เหมือนเรือหางยาวที่คุ้นตาในประเทศไทยเลย เรือที่นี่ถูกตกแต่งให้นั่งสบาย มีเบาะนุ่ม ๆ และเก้าอี้สำหรับผู้โดยสารเพียง ลำละ 2 คน ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งโซฟาลอยอยู่บนแม่น้ำ มากกว่าจะเป็นเรือท่องเที่ยวธรรมดา

Credit:Chill Chill Trip
ทันทีที่เครื่องยนต์เริ่มทำงาน เรือก็ค่อย ๆ แล่นออกจากฝั่งอย่างนุ่มนวล ทิ้งตัวไปตามสายน้ำของแม่น้ำซอง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงเมืองวังเวียงมานานหลายชั่วอายุคน ยิ่งเรือแล่นออกไปกลางแม่น้ำ ภาพตรงหน้าก็ยิ่งสวยขึ้นเรื่อย ๆ

Credit:Chill Chill Trip
เราชอบช่วงที่คนขับเรือค่อย ๆ ลดความเร็ว แล้วปล่อยให้เรือลอยไปตามกระแสน้ำเบา ๆ เสียงเครื่องยนต์เงียบลง เหลือเพียงเสียงลม เสียงน้ำ และเสียงนกที่ดังมาจากป่า เป็นความเงียบที่ฟังแล้วสบายใจอย่างบอกไม่ถูก และพอผ่านฝูงควายก็ขี่ช้าๆให้เราดูควาย ฮ่าๆ อันนี้ชอบๆ

Credit:Chill Chill Trip
ระหว่างที่ผ่านก็จะเจอถ้ำจัง ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 30–40 นาที ซึ่งกำลังพอดี ไม่สั้นจนเกินไป และไม่ยาวจนรู้สึกเหนื่อย ตลอดเส้นทางเรือจะพาแล่นผ่านมุมสวย ๆ ของแม่น้ำซอง ก่อนจะวนกลับมายังจุดเดิม

Credit:Chill Chill Trip
Simon Riverside Hotel
| Map | Simon Riverside Hotel |
ถ้ำจัง
จากโรงแรมใช้เวลาขับรถเพียงไม่กี่นาที ก็จะมาถึงลานจอดรถด้านหน้าทางเข้า ถ้ำจัง ก่อนเดินข้ามสะพานเล็ก ๆ ที่ทอดผ่านลำธารใสสะอาด น้ำสีเขียวอมฟ้าจนอดหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปไม่ได้ ด้วยอากาศร้อนๆ คือเห็นแบบนี้แล้วชื่นใจมาก

Credit:Chill Chill Trip
ถ้ำจังไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกด้วย ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวบ้านเคยใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่หลบภัยจากการรุกรานของกองทัพจีนฮ่อ ภายในถ้ำจึงเปรียบเสมือนสถานที่ที่เคยช่วยปกป้องชีวิตผู้คนในอดีต ก่อนจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเวลาต่อมา

Credit:Chill Chill Trip
จากด้านล่างต้องเดินขึ้นบันไดประมาณร้อยกว่าขั้น หลายคนอาจเห็นบันไดแล้วแอบถอนหายใจ แต่เอาเข้าจริงกลับเดินง่ายกว่าที่คิด เพราะบันไดไม่ชันมาก มีจุดพักเป็นระยะ และตลอดทางยังมีลมพัดเย็น ๆ จากภูเขา ทำให้เดินสบาย แม้จะไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำก็สามารถขึ้นได้เรื่อยๆ

Credit:Chill Chill Trip
เมื่อเดินมาถึงปากถ้ำ อากาศเย็นก็พัดออกมาต้อนรับทันที ภายในถ้ำมีขนาดค่อนข้างกว้าง เพดานสูง มีหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตลอดเส้นทางมีไฟส่องสว่าง ทำให้เดินชมได้สะดวกโดยไม่ต้องเตรียมไฟฉายมาเอง แม้จะเป็นถ้ำ แต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัด เพราะมีช่องลมธรรมชาติพัดผ่านตลอดเวลา

Credit:Chill Chill Trip
เราค่อย ๆ เดินสำรวจภายในอย่างไม่รีบร้อน มองลวดลายของหินที่ธรรมชาติใช้เวลาสร้างมานับล้านปี แต่ละมุมให้ความรู้สึกแตกต่างกัน บางช่วงเงียบจนได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้น เป็นความสงบที่หาได้ยากในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดกลับไม่ใช่ภายในถ้ำ หากเป็นจุดชมวิวบริเวณปากถ้ำ เมื่อมองออกไปจะเห็นแม่น้ำซองทอดยาวอยู่เบื้องหน้า มีสะพานไม้ทอดข้ามลำน้ำ และฉากหลังเป็นภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ถือเป็นหนึ่งในมุมถ่ายภาพที่สวยที่สุดของวังเวียงเลยก็ว่าได้

Credit:Chill Chill Trip
ออกมาด้านนอกก็ต้องมาแช่น้ำให้ปลาตอดหน่อย มีค่าใช้จ่ายนิดหน่อยนะ แต่ขอบอกว่า เพลิดเพลินมากเพราะปลาตอดเยอะมากๆ หากถามเราว่า ถ้ำจังคุ้มค่ากับการมาไหม คำตอบคือ คุ้มมาก เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่ถ้ำให้เดินชม แต่ยังรวมเอาประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ จุดชมวิว และกิจกรรมเล่นน้ำไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นสายถ่ายรูป สายธรรมชาติ หรือครอบครัวที่พาเด็ก ๆ มาเที่ยว ก็สามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้หลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อ

Credit:Chill Chill Trip
ถ้ำจัง
| Map | ถ้ำจัง |
พารามอเตอร์
ถ้ามีคนถามเราว่า กิจกรรมที่ประทับใจที่สุดของทริปนี้คืออะไร คำตอบคงหนีไม่พ้น พารามอเตอร์ (Paramotor) เพราะมันไม่ใช่แค่การนั่งเครื่องร่อนชมวิว แต่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เห็นวังเวียงในมุมที่สวยที่สุดจากบนท้องฟ้า

Credit:Chill Chill Trip
เราจองทัวร์ล่วงหน้าผ่านโรงแรมไว้ตั้งแต่คืนก่อน พนักงานช่วยติดต่อให้ทุกอย่าง สะดวกมาก ไม่ต้องโทรหาเอง เช้าวันรุ่งขึ้น รถสองแถวของบริษัทก็มารับถึงหน้าโรงแรมประมาณ 06.30 น. รถจะค่อย ๆ เวียนไปรับนักท่องเที่ยวจากโรงแรมอื่นก่อน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็ถึงลานบิน ซึ่งอยู่ท่ามกลางทุ่งกว้างและรายล้อมด้วยภูเขาหินปูนอันเป็นเอกลักษณ์ของวังเวียง

Credit:Chill Chill Trip
พอมาถึง เราเดินไปลงทะเบียนพร้อมยื่น หนังสือเดินทาง เพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็อธิบายขั้นตอนการบินและอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างละเอียด น้อง ๆ ทีมงานส่วนใหญ่พูดภาษาลาว แต่ก็สื่อสารภาษาไทยได้ดีมาก เราเองก็ใช้ภาษาอีสานคุยกันแทบทั้งทริป บอกเลยว่าเข้าใจกันสบาย ๆ เหมือนคุยกับญาติ และที่สำคัญนักบินคือคนไทยค่า ชื่อว่า คุณอ้อม

Credit:Chill Chill Trip
เราตัดสินใจจ่ายเงินเพิ่มประมาณ 400 บาท เพื่อเช่ากล้องแอ็กชันที่ติดกับตัวเครื่อง เพราะอยากเก็บภาพและวิดีโอจากมุมสูงไว้เป็นความทรงจำ ใครที่มีกล้องของตัวเองก็สามารถนำมาติดได้เช่นกัน ก่อนขึ้นบิน แอบมีความตื่นเต้นนิด ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราจะลอยอยู่บนท้องฟ้า แต่พอได้เจอกับนักบิน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เขายิ้มแย้ม พูดคุยตลอดเวลา ทำให้ความกังวลหายไปเยอะ

Credit:Chill Chill Trip
พารามอเตอร์คือการนำ ร่มร่อน (Paraglider) มาติดตั้งเครื่องยนต์และใบพัดด้านหลัง นักบินจะเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด เราเพียงนั่งอยู่ด้านหน้า ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อนก็สามารถบินได้ ช่วงที่เครื่องยนต์เร่งกำลัง เราเพียงวิ่งตามจังหวะประมาณไม่กี่ก้าว แล้วจู่ ๆ เท้าก็ลอยพ้นพื้น… ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกเลย

Credit:Chill Chill Trip
ไม่มีอาการวูบเหมือนรถไฟเหาะ ไม่มีแรงกระชากเหมือนเครื่องเล่น แต่เป็นการค่อย ๆ ลอยขึ้นอย่างนุ่มนวล รู้ตัวอีกที เราก็อยู่สูงเหนือทุ่งนาและมองเห็นวังเวียงทั้งเมืองอยู่เบื้องล่าง ภาพตรงหน้าสวยเกินกว่าที่คิดไว้มาก

Credit:Chill Chill Trip
ลมเย็นพัดผ่านตลอดการบิน เรารู้สึกเหมือนกำลังนั่งเก้าอี้ชมวิวอยู่กลางอากาศ ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีอะไรบดบังสายตา มีเพียงเรา ท้องฟ้า และวิวที่สวยจนไม่อยากกะพริบตา หลายคนอาจกังวลเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเราก็คิดเหมือนกันก่อนมา แต่หลังจากฟังคำอธิบายจากนักบินแล้วก็สบายใจขึ้น เพราะพารามอเตอร์จะบินได้ก็ต่อเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม หากลมแรงหรือฝนตก ผู้ให้บริการจะเลื่อนหรือยกเลิกเที่ยวบินเพื่อความปลอดภัย

Credit:Chill Chill Trip
นักบินยังเล่าให้ฟังว่า แม้เครื่องยนต์จะมีหน้าที่ช่วยให้บินขึ้นและรักษาระดับ แต่หากเกิดเหตุขัดข้อง ตัวร่มก็ยังสามารถ ร่อนลงสู่พื้นได้เหมือนร่มร่อนทั่วไป ไม่ได้ตกลงมาแบบที่หลายคนจินตนาการ ทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้น

Credit:Chill Chill Trip
พอลงจากเครื่อง ความรู้สึกแรกคือ…
“อยากบินอีกรอบ”
มันเป็นกิจกรรมที่ทั้งตื่นเต้น สนุก และโรแมนติกในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าได้บินช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก แสงสีทองที่ส่องผ่านแนวภูเขาจะทำให้วิวของวังเวียงสวยจนเหมือนภาพวาด หลายบริษัทมีบริการรับ-ส่งจากโรงแรม และใช้เวลาบินประมาณ 20 – 30 นาที ซึ่งกำลังพอดีสำหรับการดื่มด่ำกับวิวด้านบน
จบกิจกรรมก็นั่งรถสองแถวกลับโรงแรมกัน

Credit:Chill Chill Trip
จุดชมวิวผาหนามไซ
ปิดท้ายทริปด้วย “จุดชมวิวผาหนามไซ ” จุดชมวิวที่ฮีลใจที่สุดในวังเวียง หลังจากลงจากพารามอเตอร์ ความตื่นเต้นยังไม่ทันจางหาย เราแวะเติมพลังด้วยส้มตำร้านดังของวังเวียง รสชาติแซ่บไม่แพ้บ้านเรา กินกับไก่ย่างและข้าวเหนียวร้อน ๆ อิ่มจนมีแรงออกเดินทางต่อ เพราะจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้คือ จุดชมวิวผาหนามไซ (Nam Xay Viewpoint) สถานที่ที่หลายคนบอกว่า “ถ้าไม่ได้ขึ้น เหมือนยังมาไม่ถึงวังเวียง”

Credit:Chill Chill Trip
เมื่อมาถึงลานจอดรถ ด้านล่างมีร้านขายน้ำ เครื่องดื่ม และของว่างเล็ก ๆ ใครยังไม่ได้เตรียมน้ำมา แนะนำให้ซื้อขึ้นไปด้วย เพราะแม้ระยะทางจะไม่ได้ไกลมาก แต่ก็มีช่วงที่ต้องปีนขึ้นบนทางดินและโขดหินอยู่พอสมควร

Credit:Chill Chill Trip
หลายคนพอได้ยินว่าต้อง “ปีนเขา” อาจจะเริ่มลังเล แต่จริง ๆ แล้ว จุดชมวิวผาหนามไซ มีความสูงเพียงประมาณ 380 เมตรจากระดับน้ำทะเล ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 20–30 นาที ขึ้นอยู่กับความเร็วของแต่ละคน ถึงแม้บางช่วงจะชัน ต้องจับเชือกช่วยพยุงตัว แต่ก็ไม่ใช่เส้นทางที่ยากจนเกินไป หากเดินไปเรื่อย ๆ พักเป็นระยะ รับรองว่าขึ้นถึงได้แน่นอน

Credit:Chill Chill Trip
ระหว่างทาง เราไม่ได้รีบเดิน เพราะวิวสองข้างทางสวยจนต้องหยุดถ่ายรูปตลอด ทั้งต้นไม้ใหญ่ หินปูนรูปร่างแปลกตา และช่องว่างระหว่างภูเขาที่มองเห็นทุ่งนาสีเขียวอยู่ไกล ๆ ยิ่งเดินสูงขึ้น ยิ่งร้อนแดด ฮ่าๆ แต่ความเหนื่อยค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นว่า ข้างบนจะสวยแค่ไหน

Credit:Chill Chill Trip
และแล้ว…เมื่อก้าวขึ้นถึงยอดเขา
เราก็เข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่ถึงกลายเป็นภาพจำของวังเวียง
วิวตรงหน้าคือภูเขาหินปูนหลายสิบลูกที่เรียงตัวสลับซับซ้อนเหมือนภาพวาด ทุ่งนาสีเขียวทอดยาวสุดสายตา ถนนเส้นเล็ก ๆ ตัดผ่านหมู่บ้าน และแม่น้ำที่คดเคี้ยวอยู่ไกล ๆ ทั้งหมดรวมกันเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด

Credit:Chill Chill Trip
สิ่งที่ทำให้จุดชมวิวผาหนามไซ โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ มอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ ที่ถูกนำขึ้นมาตั้งไว้บนยอดเขา กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตของนักเดินทาง แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้ว บนยอดเขามีมอเตอร์ไซค์อยู่ถึงสองคัน คนละฝั่งของจุดชมวิว ทำให้สามารถถ่ายภาพได้หลายมุม แต่ละมุมให้ฉากหลังแตกต่างกัน และสวยคนละแบบ
แน่นอนว่าเราก็ไม่พลาดที่จะต่อคิวถ่ายรูป

Credit:Chill Chill Trip
บางครั้งการเดินทางก็ไม่จำเป็นต้องมีกิจกรรมตลอดเวลา แค่มีสถานที่ที่ทำให้เราอยากนั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเอง ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการมาแล้ว เรานั่งอยู่บนยอดเขาเกือบสองชั่วโมง ทั้งถ่ายรูป ดูผู้คน และรอให้แสงอาทิตย์ค่อย ๆ เปลี่ยนสีของภูเขา จากสีเขียวสดในช่วงบ่าย กลายเป็นสีทองอ่อน ๆ ก่อนเข้าสู่ยามเย็น ทุกนาทีที่ผ่านไป วิวตรงหน้าก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้สึกเบื่อเลย

Credit:Chill Chill Trip
จุดชมวิวผาหนามไซ อาจไม่ใช่จุดชมวิวที่เดินขึ้นง่ายที่สุด และอาจไม่ใช่สถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่สิ่งที่รออยู่บนยอดนั้น คุ้มค่ากับทุกก้าวที่เดินขึ้นมา สำหรับเรา ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดเช็กอินยอดฮิตของวังเวียง แต่เป็นสถานที่ที่ทำให้การเดินทาง 4 วัน 3 คืนครั้งนี้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ

Credit:Chill Chill Trip
จุดชมวิวผาหนามไซ
| Map | จุดชมวิวผาหนามไซ |
Oh La La Restaurant-Bar
ขากลับเราตั้งใจหาร้านอาหารลาวแท้ ๆ ที่คนพื้นที่นิยม และสุดท้ายก็มาจบที่ Oh La La Restaurant-Bar ร้านอาหารชื่อดังใจกลางวังเวียงที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ตัวร้านไม่ได้หรูหรา แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนร้านอาหารประจำหมู่บ้าน โต๊ะไม้เรียงกันแบบเรียบง่าย เปิดโล่งรับลมธรรมชาติ ไม่ต้องเปิดแอร์ก็เย็นสบาย เสียงพูดคุยของนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศสลับกับเสียงหัวเราะของครอบครัวชาวลาว ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแต่ไม่วุ่นวาย ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารลาวและอาหารเอเชีย รวมถึงเมนูปิ้งย่างและปลาย่างที่หลายคนแนะนำว่าไม่ควรพลาด

Credit:Chill Chill Trip
ทันทีที่เปิดเมนู เราแทบไม่ต้องคิดนาน เพราะอยากลองอาหารพื้นเมืองให้มากที่สุด ทั้งลาบหมู ตำแตง เนื้อแดดเดียว และปลาย่างร้อน ๆ ที่กำลังส่งกลิ่นหอมมาจากเตาถ่านหน้าร้าน เสิร์ฟคู่กับข้าวเหนียวนึ่งในกระติ๊บเล็ก ๆ ซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวลาว สิ่งที่เราชอบคือ รสชาติอาหารลาวมีความคล้ายอาหารอีสานของไทย แต่จะปรุงเบากว่า ไม่เผ็ดจัด และเน้นความหอมของสมุนไพรสด ไม่ว่าจะเป็นผักชีลาว สะระแหน่ ข่า หรือใบมะกรูด ทุกจานให้ความรู้สึกสดและกลมกล่อม กินง่ายจนเผลอตักข้าวเหนียวเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

Credit:Chill Chill Trip
มื้อนี้ไม่ได้มีวิวภูเขาหรือแม่น้ำเหมือนร้านอาหารหลายแห่งในวังเวียง แต่กลับเป็นมื้อที่ทำให้เราได้สัมผัสเสน่ห์ของอาหารลาวอย่างแท้จริง ได้ลิ้มรสวัตถุดิบพื้นบ้าน นั่งฟังเสียงผู้คน และใช้เวลาค่อย ๆ กินข้าวโดยไม่ต้องรีบร้อน บางครั้งความสุขของการเดินทางก็ไม่ได้อยู่ที่การได้กินร้านหรูหรืออาหารราคาแพง แต่อยู่ที่การได้เจอร้านเล็ก ๆ ที่ทำอาหารด้วยความตั้งใจ จนทำให้มื้อธรรมดากลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่อบอุ่นของทริปนี้

Credit:Chill Chill Trip
ค่าอาหารของมื้อนี้สำหรับ สี่คน อยู่ที่ร้าวห้าแสนกว่ากีบ ก็คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ ไม่ถึงพันบาท ซึ่งเราคำนวณจากเรทบาทและกีบทีเราแลกเงินมา แต่อิ่มมากๆเลยนะ

Credit:Chill Chill Trip
Oh La La Restaurant-Bar
| Map | Oh La La Restaurant-Bar |
ก่อนตัดสินใจเอารถมาขับเอง อ่านตรงนี้ก่อนนะ และค่อยตัดสินใจ ต้องทำประกันอุบัติเหตุด้วยนะ สามารถทำได้ที่จุดเข้าเมืองฝั่งลาวค่ะ แถวตรงยื่นปั๊มพาสนั่นแหล่ะ และซื้อซิมลาวก็ซื้อที่นี่ได้เลย หรือ จะโรมมิ่งก็ได้เลย
กฎการข้ามด่านหนองคายเข้าประเทศลาว (กรณีขับรถยนต์ส่วนตัว)
การขับรถเที่ยวลาวด้วยรถยนต์ส่วนตัวไม่ยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด หากเตรียมเอกสารให้พร้อมก็สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาประมาณ 30–60 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทางในแต่ละวัน
เอกสารที่ต้องเตรียม
หนังสือเดินทาง (Passport) ของผู้เดินทางทุกคน โดยควรมีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน
เล่มทะเบียนรถตัวจริง
หนังสืออนุญาตนำรถออกนอกราชอาณาจักร หรือที่หลายคนเรียกว่า “พาสปอร์ตรถ”
กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่ใช้ในประเทศลาว (สามารถทำเพิ่มเติมบริเวณด่านหรือฝั่งลาวได้)
ขั้นตอนการผ่านด่าน
ยื่นหนังสือเดินทางเพื่อออกนอกประเทศไทย
ดำเนินพิธีการศุลกากรสำหรับรถยนต์
ชำระค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
ขับรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 1
เข้าตรวจคนเข้าเมืองฝั่งลาว
ยื่นเอกสารรถและรับเอกสารนำรถเข้าประเทศลาว ก่อนเริ่มเดินทางได้ตามปกติ
สิ่งที่ควรรู้ก่อนขับรถในลาว
ประเทศลาว ขับรถชิดขวา และรถยนต์ส่วนใหญ่เป็น พวงมาลัยซ้าย
ช่วงปลายสะพานมิตรภาพจะมีจุดเปลี่ยนช่องจราจรจากฝั่งซ้ายของไทยไปเป็นฝั่งขวาของลาว โดยมีสัญญาณไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุม ไม่ต้องกังวล เพียงขับตามรถคันหน้าและป้ายจราจรอย่างระมัดระวัง

Credit:Chill Chill Trip
รีวิวนิยม
-
1 เที่ยวพม่า ใช้ไม้ค้ำยอดพระธาตุที่หัก ค้ำชีวิตไม่ให้ตกต่ำถึงที่สุด ที่เจดีย์ชเวมอดอ(พระธาตุมุเตา) -
2 ล่องเรือเที่ยววัดปากน้ำภาษีเจริญ ชมวิถีชีวิตริมฝั่งคลองท่าต้นสายของเรือคลองภาษีเจริญ แม่น้ำสายสำคัญของกรุงเทพมหานคร -
3 เที่ยวพม่า ชมประวัติพระราชวังบุเรงนอง(Kanbawzathadi Palace)กษัตริย์ผู้มีบทบาทสำคัญเมืองหงสาวดี -
4 เที่ยวศาลเจ้าโอยามะ อาฟุริ Oyama Afuri Shrine อายุกว่า 2,200 ปี หนึ่งในศาลเจ้าที่มีตำนานยิ่งใหญ่ในเขตภูมิภาคคันโต -
5 ขับรถเที่ยวลาว 4 วัน 3 คืน จากหนองคายสู่เวียงจันทน์ เมืองเฟือง และวังเวียง…ทริปที่ทำให้เราหลงรักลาวมากกว่าที่เคย