ขับรถเที่ยว Venus line นากาโน่ (Nagano) 2 วัน 1 คืน บนเส้นทางภูเขาที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่ง ไหว้ศาลเจ้าบนเขา นอนในรถแคมป์ปิ้ง และชมประติมากรรมกลางแจ้งที่แปลกตา

เที่ยวแบบขับรถชิลชิลบนเส้นทางชมวิวที่สวยจนต้องอยากไปซ้ำ กับเส้นทางยอดนิยม ขึ้นกระเช้าไปชมวิวบนเขา ทานโซบะอร่อยๆและนอนในรถแคมป์ปิ้งกัน

สารบัญ

  1. ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina)
  2. Kita-Yatsugatake Ropeway
  3. Onnanokami Tenbodai 女の神展望台
  4. ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)
  5. ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)
  6. MobiHo
  7. หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)
  8. Nobeyama Station

ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina)

เพื่อนๆเคยอยากลองขับรถเที่ยวในญี่ปุ่นกันบ้างไหม แล้วเคยสงสัยไหมว่าคนญี่ปุ่นนั้นนิยมการขับรถเที่ยวเส้นทางไหนกันบ้าง ครั้งนี้เราพาเพื่อนๆเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ขับรถเที่ยวเส้นทางชื่อดังวีนัสไลน์( Venus Line) จ.นากาโน่ (Nagano) กัน

ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina)

Credit:Chill Chill Trip

เส้นทางวีนัสหรือ Venus Line(ビーナスライン) มีระยะทางยาวประมาณ 86 กิโลเมตร แต่ทุกคนจะทราบว่านี่คือเส้นทางชมวิวทั้งหมด ดังนั้นเมื่อคิดจะขับรถเส้นทางนี้ ก็ต้องพักที่นี่และแวะเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวบนเส้นทางของที่นี่เช่นกัน ทริปนี้เราใช้เวลาสองวันหนึ่งคืน โดยเดินทางมาจากโตเกียว

ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina)

Credit:Chill Chill Trip

เราออกเดินทางจากโตเกียวเวลา 6:00 เมื่อเริ่มเข้าสู่เส้นทางวีนัส (Venus Line) เราจอดแวะพักผ่อนที่นี่ก่อนเลย ที่ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina) เป็นทะเลสาบที่สงบ สวยงามมากๆ มีขนาดเส้นรอบวงประมาณ 1 กิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีนะ

ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina)

Credit:Chill Chill Trip

ตรงนี้จะมีร้านค้าท้องถิ่นแบบเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของนากาโน่ เมืองที่มีแอปเปิ้ลแสนอร่อยและด้วยภูมิทัศน์ที่สวยงาม พื้นที่กว้างใหญ่ ทำให้เราจินตนาการต่อไปว่า อาหารของที่นี่น่าจะสด อร่อยด้วย

ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina)

Credit:Chill Chill Trip

ทะเลสาบทาเทชินะ เป็นทะเลสาบที่ขุดขึ้นมา เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นอ่างเก็บน้ำทางการเกษตร แต่กลับกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของที่ราบสูงทาเทชินะ ที่นี่มีกิจกรรมทั้งนั่งเรือ เดินเล่นริมทะเลสาบที่สวนประติมากรรม ที่งานศิลปะจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย

ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina)

Credit:Chill Chill Trip

ทะเลสาบทาเทะชินะ (Lake Tateshina)

Websitetateshina
Websitevenus-line
แผนที่ Kita Yatsugatake Ropeway
การเดินทางจากสถานี JR Shino นั่งแท็กซี่ รถบัส หรือรถเช่า ประมาณ 30 นาทีไปยัง Kita Yatsugatake Ropeway

Kita-Yatsugatake Ropeway

ไม่ไกลจากทะเลสาบทาเทชินะ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะต้องแวะคือKita-Yatsugatake Ropeway ที่จะพาทุกท่านข้ามผ่านเทือกเขายัตสึกาทาเกะ(Yatsugatake Mountains) ระหว่างภูเขาสองลูก คือภูเขา Kitayokodake และภูเขา Shimagare ซึ่งเขาแต่ละลูกนั้นมีความสูงระดับ 2400 เมตร ใช้เวลาถึงยอดประมาณ 7 นาที

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

แต่เราชอบสถานีกระเช้ามากๆ ตกแต่งและออกแบบเหมือนกับตะวันตก เราจะพบอาคารแบบนี้มากมายตามเส้นทางวีนัสแห่งนี้ ด้านหน้าสามารถจอดรถฟรี

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

เมื่อขึ้นไปด้านบน ก็ยังได้รับความสดชื่นจากดอกไม้ตามฤดูกาล เรามาถึงที่นี่ประมาณ 8:30 ซึ่งผู้คนก็เริ่มมารอคิวขึ้นกระเช้าแล้ว ในวันที่อากาศดีๆ ไม่ควรพลาดเลยนะ

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

ยังมีเส้นทางเดินป่าที่สวยงามมากมาย และถ้าเรามาในฤดูหนาวที่นี่จะเปลี่ยนเป็นลานสกีและสโนว์บอร์ด ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมตลอดทั้งปี

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

ด้านในมีโซนให้นั่งพักผ่อนและสามารถสั่งอาหารมานั่งทานได้อย่างสบายๆ หากชอบบรรยากาศธรรมชาติ ที่ด้านล่างก็มีร้านขนม ไอศครีมด้วยนะ

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

เพลิดเพลินกับการชมของฝากท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อของจ.นากาโน่และเครื่องดื่มมากมาย จนเกือบไม่ทันได้ดูเวลา

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

นักท่องเที่ยว นักเดินป่าก็เริ่มมาต่อแถวเพื่อจะขึ้นกระเช้ากันแล้ว ราคาค่าขึ้นกระเช้าสำหรับผู้ใหญ่แบบไปกลับ ก็คนละ 2100 เยน

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

สำหรับกระเช้านั้น สามารถบรรจุคนได้ 100 แต่ถ้าเรามาเช้า คนก็จะน้อยๆ จะได้มีจุดที่ยืนถ่ายภาพได้สะดวกเนอะ

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

ที่เห็นอยู่นี่คืออาคารสำหรับกิจกรรมสกีและสโนว์บอร์ดในฤดูหนาว อยู่ติดกันที่ด้านหลังนี่เอง

Kitayatsugatake Ropeway

Credit:Chill Chill Trip

Kitayatsugatake Ropeway

WebsiteKitayatsugatake Ropeway
แผนที่ Kitayatsugatake Ropeway
การเดินทางโดยรถไฟ:ลงที่สถานี Chino (JR Chuo Line) จากนั้น ต่อรถบัส Kitayatsugatake Ropeway 60 นาที

Onnanokami Tenbodai 女の神展望台

เดินทางต่อไม่นาน ฝั่งซ้ายของเราจะเจอจุดจอดแวะชมวิว เรียกว่า Onnanokami Tenbodai หรือ “หอดูดาวเทพสตรี” อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,700 เมตร ถือเป็นจุดชมวิวอันตระการตาพร้อมทัศนียภาพอันสวยงามที่ตีนเขายัตสึกาทาเกะแบบพาโนราม่า

Onnanokami Tenbodai 女の神展望台

Credit:Chill Chill Trip

เมื่ออยู่มุมที่ค่อนข้างสูง เราจะเห็นยอดเขามากมายอยู่ข้างหน้า อากาศข้างบนสดชื่น ถ้าช่วงใบไม้เปลี่ยนสีคงงดงามกว่านี้

Onnanokami Tenbodai 女の神展望台

Credit:Chill Chill Trip

Onnanokami Tenbodai 女の神展望台

แผนที่Onnanokami Tenbodai 女の神展望台

ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)

จากนั้นเราก็เดินทางกันต่อในเส้นทางของ Venus Line เราอยากให้เห็นถึงความสวยงามของต้นไม้ที่อยู่สองข้างทาง ขอจอดแวะถ่ายรูปแป๊บนะ

ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)

Credit:Chill Chill Trip

สักพักเราก็เดินทางมาถึงทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba) เป็นหนึ่งในทะเลสาบชื่อดังของเส้นทางวีนัส เค้าบอกว่า เป็นที่ๆเราสามารถใช้ช่วงเวลาสงบเพื่อสัมผัสลมริมทะเลสาบ ที่มีเสน่ห์ลึกลับที่ล้อมรอบเราอย่างเงียบ ๆ

ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)

Credit:Chill Chill Trip

แม้จะดูสวยและกว้างใหญ่แต่ที่นี่ก็เป็นเพียงทะเลสาบเทียม มีเส้นรอบวงประมาณ 3.8 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 36 เฮกตาร์ และความสูงของทะเลสาบอยู่ที่ 1,416 เมตร เดิมทีเป็นอ่างเก็บน้ำน้ำร้อนเทียมที่สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร และเขตปรับปรุงที่ดินอิเคโนไดระซึ่งสร้างขึ้นโดยชาวคิตะยามะคาชิวาบาระ เมืองชิโนะ

ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)

Credit:Chill Chill Trip

สำหรับกิจกรรมก็มีมากมาย เพลินสุดๆ โดยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิง เช่น เรือ เรือแคนู และเรือคายัคให้เช่า ดูวิวสิจ๊ะ สวยมากๆ

ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)

Credit:Chill Chill Trip

ลมเย็นสบายๆ เราเลยขอนั่งรับลมชมวิวไปเรื่อยๆ คนที่มีเวลาแล้วอยากมาพักผ่อน ที่นี่ก็มีที่พัก เช่น โรงแรม เรียวกัง ในบรรยากาศดีๆให้เลือกมากมาย

ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)

Credit:Chill Chill Trip

ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)

Websiteทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)
แผนที่ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)
การเดินทางจากสถานี Chino บนสายรถไฟ the JR Chuo Line นั่งรถบัสประมาณ 50 นาที

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

เรากำลังสู่เส้นทางขึ้นเขาของ Venus Line ในส่วนที่คนนิยมถ่ายภาพมากที่สุด ช่วงเวลาจังหวะนี้คือ ไม่รู้ว่าจะถ่ายภาพหรือถ่ายวีดีโอดีนะ

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

ระหว่างที่ขับรถไปตามวิวเส้นทางสวยแห่งนี้ เราก็จะเริ่มเห็นยอดเขาสูงที่เป็นทั้งเส้นทางเดินป่าและจุดชมวิว ใช่แล้ว เรากำลังจะขึ้นไปบนยอดเขานี้

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ใครผ่านมาก็ต้องแวะเลยนะ ที่นี่เรียกว่า ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama) ช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงที่คนเดินทางมาเที่ยวมากที่สุด ซื้อตั๋วเก้าอี้ลิฟต์แล้วก็ไปกันเลยจ้า เก้าอี้ลิฟต์ตัวนึงนั่งได้ 4 คน ใช้เวลา 15 นาที

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayam)ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในร้อยภูเขาที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น และยังได้รับชื่อเสียงว่าเป็นภูเขาที่สนุกสนานและผ่อนคลาย ผู้เข้าชมสามารถเพลิดเพลินกับการเดินป่าอันสดชื่นได้ สำหรับใครที่อยากเดินบ้างๆ แนะนำเส้นทางลงสกายไลเนอร์ที่จุดลงลิฟต์แรกแล้วเดินจากตรงกลางขึ้นไปด้านบน * สัตว์เลี้ยงสามารถนั่งกระเช้าชมวิวคุรุมะยามะได้

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

บรรยากาศในการนั่งชมวิวไป คือดีมากๆ ในฤดูใบไม้ผลิที่ราบสูงแห่งนี้จะอบอุ่นไปด้วยแสงแดดที่อ่อนโยน เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนดอกไม้เริ่มบานสะพรั่ง และในฤดูใบไม้ร่วง ภูมิประเทศถูกห้อมล้อมด้วยอากาศเย็นสดชื่น สำหรับฤดูหนาว ทุ่งหิมะที่ปกคลุมไปด้วยสีขาวแวววาวนั้นสมบูรณ์แบบสำหรับกีฬาฤดูหนาว เช่น การเล่นสกี สโนว์บอร์ด และการเดินป่าด้วยรองเท้าหิมะ

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

เมื่อเราขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง เราต้องลงจากเก้าอี้ลิฟต์เพื่อเปลี่ยนจุดขึ้นอีกครั้ง ระหว่างเดินไปขึ้นเก้าอี้ลิฟต์รอบสอง ก็เห็นคนเดินเขามาเรื่อยๆ

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงยอดเขาแล้ว Kurumayama จุดชมวิวที่กลายมาเป็นสถานที่ในดวงใจได้อย่างง่ายดาย มีป้ายให้เราหยิบมาถ่ายรุปเล่นๆด้วย

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

ไม่ไกลจากที่เราหยุดถ่ายภาพ ก็มีรูทที่สามารถเดินไปที่ระฆังริมเขาได้นะ จุดนี้ก็เป็นอีกมุมที่สวยงามมากๆ

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

แต่จุดหมายของเราคือยอดเขาที่มีโดมสีขาวอันนี้ ที่นี่เป็นภูเขาสูงดังนั้นจึงมีสถานีที่เกี่ยวกับด้านพยากรณ์อากาศตั้งไว้ด้วย

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

วิวของเดือนกันยายน สวยงามแบบนี้แหล่ะ อากาศเย็นสบายไม่หนาวเลย แต่ก็ไม่ควรใส่แขนสั้นมานะ เพราะบนเขาสูงอากาศมักเปลี่ยนแปลงเสมอ

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

ด้วยความสูงเกือบ 2000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ได้เห็นความแตกต่างของบนเขาและพื้นที่ราบด้านล่างอย่างชัดเจน ของจริงสวยมากๆ เลยนะ อยากให้ทุกคนได้เห็นกับตา

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

วิวที่เราเห็นสุดลูกหูลูกตานี้เป็นรูทเดินเขาทั้งหมด อยากจะจินตนาการว่าถ้าได้เดินกลางทุ่งสวยๆแบบนี้ คงจะมีความสุขและประทับใจไม่น้อย

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

จุดนี้เป็นมุมที่อยากแนะนำให้มาที่สุดเพราะสามารถเอาอาหาร ขนมมาทานได้ และในช่วงฤดูร้อนตอนเช้า ที่นี่คือจุดชมและถ่ายภาพทะเลหมอกที่สวยมากๆแห่งหนึ่ง

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

สำหรับมุมนี้ ถ้าอากาศดีและไม่มีเมฆเรามีโอกาสเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วยนะ มุมนี้ทำให้เราได้เห็นทัศนียภาพและความงดงามของจ.นากาโน่ชัดเจนมากขึ้น

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

จากด้านบนของภูเขา ซึ่งอยู่ห่างจากเชิงเขาประมาณ 80 นาทีเมื่อเราเดินผ่านทุ่งหญ้า เราจะได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆ เสียงลม และเสียงน้ำไหล และเมื่อเรามองขึ้นไปบนฟ้า เราจะเห็นเมฆและท้องฟ้าสีฟ้าใกล้มากที่เหมือนเราเอื้อมถึงได้

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

เราก็ยังจะได้เห็นอนุสาวรีย์แปลกๆระหว่างทาง ให้ได้เป็นสีสันของการเดินทางและอมยิ้มเล็กๆได้นะ การเรียงก้อนหินถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตของนักเดินป่าเลยล่ะ

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

และเราก็ได้เห็นความอบอุ่นของครอบครัว เราชอบที่คนญี่ปุ่นนิยมเลี้ยงลูกให้ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุดตั้งแต่วัยเล็กๆแบบนี้ เด็กเรียนรู้การเดินทางและจัดเตรียมของต่างๆด้วยตัวเอง นั่งทานที่ไหนก็ได้ กินอะไรก็ได้

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

แต่มุมนี้เป็นมุมที่เราชอบมากที่สุด และจริงๆคืออยากใช้เวลาตรงนี้เพื่อมองออกไปให้นานๆ สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

บนยอดเขามีศาลเจ้า Kurumayama ซึ่งล้อมรอบด้วยเสา Onbashira 4 ต้น คล้าย Suwa Taisha ดังนั้นนักเดินทางจะมาขอพรและอธิษฐานเพื่อให้การเดินทางปลอดภัย *Onbashira คือเสาไม้สี่ต้นหรือเสาที่ตั้งอยู่ตามมุมทั้งสี่ของท้องถิ่นหรือศาลเจ้า

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

หลังจากเดินทางลงมาจากบ้านบนแล้ว ก็หิวกันมากๆเลย อาหารท้องถิ่นที่เราเลือกทานในวันนี้ก็คงคุ้นเคยกันดีเนอะ ข้าวหน้าหมูทอดแกงกะหรี่

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

แล้วเรายังเลือกทานราเมงด้วย สำหรับเมนูเบาๆ เพราะเดี๋ยวระหว่างเดินทางไปก็น่าจะจอดแวะทานไปเรื่อยๆ

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

แต่มาที่นากาโน่แล้วจะไม่ทานโซบะก็ดูยังไงอยู่นะ เพราะที่นี่เป็นแหล่งปลูกโซบะที่มากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ถ้าหันหน้าเข้าหาจุดขายตั๋วขึ้นเก้าอี้ลิฟต์ ร้านอยู่ฝั่งขวานะ ต้องเดินขึ้นไปชั้นสองจะมีร้านอาหาร

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Credit:Chill Chill Trip

ภูเขาคุรุมะยามะ (Mount Kurumayama)

Websiteshirakaba-lake
แผนที่ทะเลสาบชิราคาบะ (Lake Shirakaba)
การเดินทางจากสถานี JR Chino นั่งรถบัสประจำทาง ประมาณ 60 นาทีที่มุ่งหน้าไปยัง Kurumayama Kogen ลงที่ยามาโกเก็น山高原

MobiHo

แล้วเราก็เดินทางต่อในเส้นทางวีนัสเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความอิ่ม สบายและมีความสุข ระหว่างทางฟังเพลงเบาๆ กดถ่ายภาพไป ลมก็พัดเย็นๆ

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

เราว่าวิวของที่นี่สวยไปทุกด้านเลยนะ ไม่ว่าจะมองฝั่งซ้าย ฝั่งขวา ที่นี่ยังเป็นเส้นทางยอดนิยมของชาวบิ๊กไบค์ด้วย

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

ขนาดเราลงเขาแล้ว เรายังได้เห็นวิวที่สวยงดงามแบบนี้ไปตลอดทางด้วย ใครมีแผนที่การเดินทางในมือ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ทั่วไป ก็ยิ่งช่วยให้การเดินทางสะดวก สนุกขึ้นเยอะเลย

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

รถคันใหญ่ 8 ที่นั่งก็สามารถขับบนเส้นทางนี้ได้นะ ถนนอาจจะคดเคี้ยวแบบนี้แต่รับรองว่าไม่อันตรายหากขับด้วยความระมัดระวัง และไม่เร็วเกินไป

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางสำหรับคืนนี้แล้ว ลานจดรถกว้างมาก แต่คนก็เยอะมากเช่นกัน ที่นี่คือ Utsukushigahara Open Air Museum อาคารหลังคาสีส้มด้านในมีทั้งร้านขายของฝาก ห้องน้ำ ร้านอาหารและจุดซื้อตั๋วเพื่อเข้าพิพิธภัณฑ์

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

สิ่งพิเศษของทริปนี้คือ เราจะมาพักกันที่รถแคมป์ปิ้ง! เป็นรถที่นอนได้ 3 คนเต็มที่และตัวไม่ใหญ่มากนะ ใครมากับเด็กอาจจะนอนได้ 4 คนเลยล่ะ ที่สำคัญคือ ปลีกวิเวก นอนในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเราชอบมากๆ แถมค่าเช่าต่อคืนก็ยังถูก เฉลี่ยแล้ว 4 คนตกคนละ 2 พันเยนเท่านั้นเอง

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

วิธีการจองรถแคมป์ปิ้งของ MobiHo คือเค้าจะวางรถนอนคันนี้เอาไว้ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่มีชื่อเสียง เช่น ในป่า ริมทะเล ในเมือง หรืออื่นๆ โดยใช้ระบบเหมือน Airbnb คือไขกุญแจเอง แค่ต้องได้รับรหัสจากเค้าก่อน แล้วสามารถติดต่อได้ตลอดเวลาเมื่อมีปัญหา สำหรับโซนนี้นอกจากคันของเราแล้ว เรายังเห็นอีกคันอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ด้านบนด้วย

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

จุดจอดรถของเรานี้ คือทำเลดีมากๆ จริงๆด้านหน้าของเราคือจะต้องเห็นทะเลหมอกในตอนเช้านะ เป็นจุดชมทะเลหมอกที่ดังมากๆในนากาโน่ แต่ตอนนี้คือหมอกเยอะมาก จนไม่เห็นอะไร ฮา

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

ด้านในของรถจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเตรียมเอาไว้ให้ เช่น ตู้เย็นเปล่า ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หมอน กาต้มน้ำ ที่เสียบปลั๊กไฟ ยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยารักษาแผลสด น้ำเปล่าขนาด 2 ลิตร 1 ขวด ทิชชู่เปียกแบบแอลกอฮอล์ และทิชชู่กล่อง

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

มีเครื่องปรับอากาศ ที่สามารถเปิดเป็นแบบฮีทเตอร์ได้ยามหน้าหนาว ชั้นวางของที่ค่อนข้างมีเยอะพอสมควร

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

เตียงสองชั้นสำหรับนอนได้ที่ละ 1 คนเท่านั้น คนที่มีความสูงเกิน 175 อาจจะนอนไม่สะดวกสำหรับเตียงนี้ ผ้าห่มนุ่มมาก ตอนเช้าตื่นมาเปิดม่านรับแสงได้

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

มีมุมสำหรับล้างหน้า แต่ตัวนี้ไม่ได้ให้บริการนะ ดังนั้นเวลาแปรงฟันต้องไปทำข้างนอก มีชั้นวางรองเท้า แต่ถ้าอากาศหนาวอาจจะชื้นมาก ดังนั้นอย่าวางของใกล้กับประตูเล็กๆนี่นะ เดี๋ยวเปียก อย่าลืมว่าห้ามถอดรองเท้าวางไว้ข้างนอกตลอดคืน เพราะที่นี่น้ำค้างเยอะมาก

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

คำอธิบายการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆภายในรถแคมป์ปิ้ง แม้จะเป็นภาษาญี่ปุ่นก็อาจจะเดาความหมายได้นะ หรือหากไม่มั่นใจสามารถใช้แอพแปลภาษาแบบถ่ายภาพได้ เค้าก็จะสอนวิธีการจัดเตียงเรียงเบาะเพื่อนอนได้

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

ชอบในความใส่ใจ คือมียาสำหรับปฐมพยาบาลด้วยนะ รับรองว่ามาพักแล้วก็ปลอดภัยสบายใจได้

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

จริงๆมีเตาแก๊สด้วยนะ เราว่าเค้าน่าจะให้เราลองพักเผื่อว่าจะชอบการพักและเที่ยวแบบนี้ ก็จะมีขายต่างหากแต่สำหรับแก๊สนี้ ไม่สามารถใช้ได้นะ

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

อุปกรณ์ที่เตรียมไว้สำหรับการเก็บกวาดทำความสะอาดก็มีให้ด้วย แต่ข้อดีคือเค้าบอกว่าเราไม่ต้องทำความสะอาดก่อนเช็คเอาท์ก็ได้

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

วิวมองจากด้านในมีความสดชื่นมากจริงๆ อยากตื่นมาตอนเช้าเปิดประตูออกไปแล้วเจอแบบนี้ทุกเช้าเลย

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

ไปนั่งให้ดูว่าขนาดของเตียงเป็นแบบไหน แต่เราชอบนอนเตียงตรงริมหน้าต่างที่เป็นโต๊ะกินข้าว

MobiHo

Credit:Chill Chill Trip

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

จากนั้นเราก็เดินไปซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์กัน ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่มากบนระดับความสูง 2,000 เมตร

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ตั๋วค่าเข้าก็ราคา ¥1000 แต่ถือว่าคุ้มมากๆเพราะด้านในมีวิวที่สวยงามมากๆ ใครอยากมาเที่ยวก็ต้องกะเวลาดีๆนะเพราะเค้าเปิดแค่ช่วงปลายเมษายน-กลางพฤศจิกายนเท่านั้น หน้าหนาวหิมะจะตกเยอะมาก การเดินทางจะไม่สะดวกแล้ว

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara) ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 เป็นพิพิธภัณฑ์ในเครือของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮาโกเน่ และเหมือนกับพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮาโกเน่

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

เป็นการผสมผสานศิลปะและธรรมชาติเข้าด้วยกัน พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara) มีทิวทัศน์มุมกว้างของภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะโดยรอบของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่จัดแสดงประติมากรรมร่วมสมัยประมาณ 2,000 ชิ้นจากญี่ปุ่นและต่างประเทศ

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนทุ่งหญ้าที่มีพื้นที่ 130,000 ตารางเมตร (1,400,000 ตารางฟุต) อาคารประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ศิลปะภาพ พิพิธภัณฑ์แสง และพิพิธภัณฑ์เด็ก

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ด้านในที่เป็นสถานที่เล่นสำหรับเด็กๆ รับรองว่าต้องสนุกแบบไม่อยากกลับบ้านเลย

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

มีแม้กระทั่งประติมากรรมที่เคลื่อนไหวไปตามลมหรือสะท้อนแสงและทิวทัศน์โดยรอบ

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ประติมากรรมทั้งหมดแสดงอารมณ์ที่แตกต่างกันไปตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เวลา และฤดูกาล

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ศิลปะบางชิ้นก็สร้างได้ใหญ่มากๆ เวลาที่เราเห็นในภาพถ่ายต่างๆ แม้จะมุมเดียวกันแต่ถ้าสภาพอากาศไม่เหมือนกัน ภาพที่ถ่ายได้ก็จะคนละอารมณ์เลย

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ศิลปะชิ้นนี้ดังมาก โดย Alexander Liberman ชื่อผลงานว่า “Iliad Japan” มาแล้วก็ไม่ควรพลาดที่จะถ่ายรูปด้วยนะ

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

เราจะได้ความเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ 360 องศาอันงดงามและพืชพันธุ์บนเทือกเขาแอลป์หลากสีสันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

แล้วเราก็เดินมาถึงโซนที่เป็นปราสาท ซึ่งด้านในเป็นการจัดแสดงรูปปั้น และเราสามารถขึ้นไปชมวิวได้

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

รูปปั้นวีนัส บางทีเราก็อาจจะโชคดีที่เห็นรูปปั้นเหมือนของจริงมากๆ แบบใกล้ชิด

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ด้านบนเป็นจุดชมวิวมุมสูง แบบพาโนรามา ซึ่งมีหลากหลายต่างระดับหากอากาศดีๆ วิวคงสวยมาก

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

มุมนี้ชอบที่สุดเพราะได้เห็นฝูงสัตว์อยู่ในโซนนี้มีทั้งม้าลาย แรดและกระทิง ตัวใหญ่มากๆ เราใช้เวลาเดินเล่นที่นี่ราว 1 ชั่วโมง

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

จากนั้นเราก็เดินกลับมาที่จุดขายตั๋ว ซึ่งด้านล่างมีสินค้าที่ระลึกมากมาย ทั้งของกินและของใช้ แนะนำเลยว่าให้ลองซื้อชิม เพราะอร่อยทั้งนั้น

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

สำหรับมื้อค่ำของเรา ทานง่ายๆ โดยเราเอาหม้อหุงข้าวติดตัวมาด้วย ฮา แล้วก็ไก่ทอดที่ได้มาจากร้านสะดวกซื้อ ส่วนตะเกียงนั้นมาจากของที่อยู่ในรถอยู่แล้ว การได้ทานอาหารค่ำท่ามกลางแสงตะเกียงนี่ก็โรแมนติกเหมือนกันนะ

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

หลังจากทานอาหารค่ำแล้ว เราก็ได้เวลามาต่อเตียงเพื่อนอนคืนนี้แล้วสินะ มาลุ้นกันว่าเราจะทำภารกิจนี้สำเร็จไหม

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงเช้า ฮา หมอกลงหนามากๆ นักท่องเที่ยวเลยไม่มากันเลย เพราะจริงๆจุดนี้คือคนมาชมทะเลหมอกกันเยอะมาก

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ตื่นแต่เช้า อารมณ์ก็ดีสุดๆ เมื่อคืนนอนหลับสบายมากเลย เตียงมุมนี้คือดีมากๆ เปิดผ้าม่านไปแล้วเห็นวิวสวยๆเลย

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

สำหรับอาหารเช้าของเราวันนี้ เริ่มต้นด้วยกาแฟหอมกรุ่นจากจ.ฟุกุชิมะ ชื่อ Fukushima Yell Blend รสเข้มข้น

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

ก่อนเดินทางออกจากที่พัก แล้วเช็คเอาท์โดยการโทรไปแจ้งกับบริษัทรถแคมป์ปิ้งเท่านั้น ส่วนของที่ระลึกที่เราได้รับมาจากการพักที่นี่คือ หนังสือรวมภาพงานศิลปะจากพิพิธภัณฑ์ Utsukushigahara Open-Air Museum

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Credit:Chill Chill Trip

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)

Websiteพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอุสึกุชิ-กะ-ฮาระ (Utsukushi-ga-hara)
WebsiteจองรถMobiHo
แผนที่MobiHo
การเดินทาง จากสถานี Ueda โดยรถไฟสาย JR Shinano นั่งแท็กซี่ประมาณ 70 นาที

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

สถานที่อีกแห่งที่เราไม่แวะไม่ได้เมื่อมาที่นี่ก็คืออุนโนะจุกุ หรือ Unno juku post town (海野宿) แต่เราต้องแวะที่ ศาลเจ้าชิราโทริ (Shiratori Shrine) ศาลเจ้าหลักแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2334 และห้องสักการะสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2334

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

ที่นี่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เช่น โดโซจินและเสาโทริอิหินสองแห่งถูกทิ้งไว้ในบริเวณนี้ ต้นเซลโคว่า ซึ่งเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ว่ากันว่ามีอายุมากกว่า 700 ปี

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

ศาลเจ้าจะจัดงานเทศกาลประจำปีซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12 เมษายนของทุกปี และโนโบริขนาดใหญ่ 10 อัน (โนโบริ) วางเรียงรายบนทางหลวงเพื่ออุทิศ Urayasu no Mai โดยนักเต้นรำ ในช่วงปลายปี ชาวบ้าน (เด็กๆ) ในท้องถิ่นจะช่วยกันเปลี่ยนเชือกที่เสาโทริอิโดยใช้มือทำกัน

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

คำอธิษฐานมากมายจากการมาเสี่ยงเซียมซีขอพร และเมื่อไม่สมหวังหรือได้รับคำทำนายที่ไม่ค่อยดีก็จะฝากคำทำนายนั้นไว้ที่ศาลเจ้า

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

อุนโนะจุกุ-Unnojuku (海野宿)

เดินมากันที่เมืองอุนโนะจุกุ (海野宿)ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโทมิในเขตนากาโนะตะวันออก ที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองที่คึกคักของ Hokkoku Kaido (ถนนสายเก่าสาธารณะในยุคเอโดะของญี่ปุ่น ระหว่างเอโดะถึงคานาซาว่า) สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1625

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

ทางหลวง Hokkoku เป็นทางหลวงสายสำคัญที่เชื่อมระหว่างฝั่งทะเลญี่ปุ่นและฝั่งแปซิฟิก โดยเริ่มจาก Oiwake ถึง Komoro ผ่าน Unno และ Ueda เข้าสู่ Echigo จาก Zenkoji และถึง Naoetsu ประมาณ 140 กม.ในปี 1987 ได้มีการก่อตั้ง “สมาคมอนุรักษ์อุนโนะ-จูกุ” และได้รับเลือกให้เป็น “เขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างดั้งเดิมที่สำคัญ” โดยรัฐบาลแห่งชาติ

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

ถนนที่อุนโนะจุกุ Unno-juku มีความยาวประมาณ 650 เมตร และมีบ้านแบบดั้งเดิมจำนวนมากที่ยังคงมองเห็นทัศนียภาพของยุคเอโดะ ฝายชลประทานที่ไหลตรงกลางทางหลวงแห่งนี้ถูกทิ้งไว้ในตำแหน่งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะ และชาวบ้านเรียกว่า “แม่น้ำโอโมเตะซันโดะ” สะพานหินถูกสร้างขึ้นเหนือฝายชลประทาน และมีที่ล้างสำหรับบ้านแต่ละหลัง ในสมัยเอโดะ ม้าได้รับน้ำและนักเดินทางเอาไว้ล้างเท้า

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

มาชมฝาท่อของหมู่บ้านโบราณแห่งนี้บ้าง ดูไปแล้วก็สวยเหมือนกันเนอะ สร้างได้อย่างมีเอกลักษณ์และสวยดี

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

ที่เห็นเหมือนก้อนหินที่วางอยู่ด้านหน้าบ้านคือหินที่มีส่วนผสมของเกลือ สมัยก่อนเวลาที่ม้าสัญจรไปมาก็จะแวะมาเลียที่หินนี้ อาจจะเหมือนเกลือแร่ของคนเนอะ

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

แล้วเราก็แวะมาหยุดตรงที่หน้าร้านคาเฟ่แห่งนี้ ชื่อร้านมุกิ (麦) เป็นร้านเล็กๆในบรรยากาศสบายๆ เจ้าของร้านยิ้มแย้มและใจดีมาก สามารถถ่ายรูปในร้านได้

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

ภายในร้านมีงานหัตถกรรมที่เป็นของคนในท้องถิ่นตั้งเอาไว้ เช่น กระเป๋า หน้ากากผ้า ต่างหู เป็นต้น ในสมัยก่อนที่นี่เป็นเมืองเกษตรกรรมที่ผลิตไหมเป็นหลัก และในช่วงที่รุ่งเรืองของการเลี้ยงไหมในสมัยเมจิและไทโช มีการสร้างบ้านสองชั้นเพื่อเลี้ยงไหม

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

เราชอบดูงานฝีมือของคนในท้องถิ่นมากๆ ยิ่งเมื่อมีโอกาสเดินทางไปหลากหลายภูมิภาค ก็จะเห็นความแตกต่างของภูมิภาคนั้นๆชัดเจน

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

สำหรับเครื่องดื่มของที่นี่ มีวิธีการใช้อุปกรณ์ในการดื่มไม่เหมือนใคร โดยเค้านำต้นข้าวที่แห้งแล้วมาใช้ทำเป็นหลอดดูด

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

เราได้รับคำแนะนำ โดยการใช้กรรไกรตัดที่ปล้องออกทั้งสองด้าน เลือกขนาดของหลอดตามใจชอบ ซึ่งมันก็ใช้งานได้ดีเลยล่ะ ชอบๆ พักผ่อนสบายๆแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางกันต่อสินะ

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Credit:Chill Chill Trip

หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)

Websiteหมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)
แผนที่หมู่บ้านโบราณ อุนโนะจุกุ (Unno juku)
การเดินทาง จากสถานี Oya / สถานี Tanaka เดินราว 15 นาที

Nobeyama Station

แล้วเราก็ขอแวะอีกสักที่แล้วกันก่อนที่จะเดินทางกลับเข้าโตเกียว ที่นี่คือสถานีรถไฟ JR ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น คือสถานี Nobeyama-野辺山駅

Nobeyama Station

Credit:Chill Chill Trip

โดยอยู่ที่ 1345.67 ม. เหนือระดับน้ำทะเล ปกติแล้วจากด้านหน้าสถานี เราจะเห็นยอดเขา Yatsugatake ที่เรียกว่า Mount Aka

Nobeyama Station

Credit:Chill Chill Trip

ด้านในก็มีแค่เกทเข้าออกอันเดียว สามารถใช้บัตรเติมเงิน (IC Card)ได้ ถือว่าสะดวกมากๆ นักท่องเที่ยวหลายคนยอมนั่งรถไฟมาถึงที่นี่เพียงเพื่อซื้อตั๋วกระดาษไว้เป็นที่ระลึก

Nobeyama Station

Credit:Chill Chill Trip

ด้านนอกสถานี หรือแม้แต่ห้องน้ำ ยังคงให้บรรยากาศแบบยุคโชวะ ที่เป็นช่วงสมัยคลาสสิกของญี่ปุ่น เราหยุดถ่ายภาพที่นี่เป็นจุดสุดท้ายก่อนขับยาวขึ้นทางด่วนกลับโตเกียว นับว่า 2 วัน 1 คืนนี้เป็นประสบการณ์ที่มากเกินคำบรรยายจริงๆ มีโอกาสเดินทางแบบนี้ ต้องลองสักครั้งนะ

Nobeyama Station

Credit:Chill Chill Trip

Nobeyama Station

แผนที่Nobeyama Station

ติดตามข้อมูลอัพเดทเพิ่มเติมที่

FacebookChillChillTrip
IGChillChillTrip
YouTubeChillChillTrip
ClubhouseChillChillTrip
  1. 1 เฟอเรท (Ferret) วิธีเลี้ยง อาหาร นิสัยของเจ้าเฟอเรทที่มาพร้อมกับความซุกซนอันแสนน่ารัก
  2. 2 เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก และของถวาย ไหว้ขอพรเรื่องงาน เรื่องความรัก เรื่องสุขภาพ ที่ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์อยุธยา
  3. 3 ปลาหมาน้ำ หมาน้ำ หรือเจ้าปลาตีนเม็กซิโก – ซาลาแมนเดอร์ มาทำความรู้จักสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกันเถอะ
  4. 4 กระรอกบิน ชูก้า ไกลเดอร์ (Sugar glider) มารู้จักนิสัย ราคา การเลี้ยงดู อาหาร ตากลมแบ๊วแสนน่ารักแต่นิยมการผาดโผน
  5. 5 ลิงมาโมเสท Marmoset อาหาร การเลี้ยง สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลี้ยงเจ้าลิงตัวเล็ก ที่มีขนาดแค่500 – 700 กรัม